บอกเล่าข่าวพืชสวน

ข่าวประชาสัมพันธ์ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดนครราชสีมา (พืชสวน)

ฉบับที่ 17  ปีที่ 2  ประจำเดือน  พฤศจิกายน  2552

สวัสดีค่ะ  ท่านผู้อ่านทุกท่าน

      ฉบับก่อนกล่าวถึงที่มาของการปลูกพืชเป็นลำดับชั้นและภูมิปัญญาเกษตร 4 ชั้น ไปแล้ว ฉบับนี้จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องของเกษตร 5 ชั้น 7 ชั้น 9 ชั้น และที่สำคัญเรื่องเกี่ยวกับขั้นตอน  หลักการและประโยชน์ของการปลูกพืชเป็นลำดับชั้น  ให้สามารถนำไปใช้ทำได้จริงอย่างยั่งยืนด้วยค่ะ

        เกษตรผสมผสานจากต้นแบบของนายมนู  มีชัย  เป็นเกษตร 5 ชั้น  มีการใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่ระดับพื้นผิวดิน  โดยปลูกพืชหลากหลายชนิดให้อยู่ร่วมกัน ในแปลงเดียวกัน หลุมเดียวกัน แต่มีความสูงต่างระดับกัน  จะทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่าง  ดังนี้   

1)  ชั้นที่ 1  คือชั้นสูงสุด ในกลุ่มนี้จะปลูกไม้ใหญ่ ไม้ยืนต้น  ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ อีกทั้งเป็นการออมเพื่ออนาคตสำหรับตนเอง และลูกหลานโดยในสวนจะปลูกต้นยางนา สะแบง ประดู่ สัก กฤษณา เป็นหลัก 

2)  ชั้นที่ 2  คือ  ชั้นระดับกลาง เป็นชั้นที่มีความสูงเป็นรองกลุ่มไม้ยืนต้น ได้แก่พวกไม้ผล เช่น ลำไย มะม่วง มะขาม ลิ้นจี่ เงาะ ไผ่ เป็นต้น

3)  ชั้นที่ 3  คือ  ชั้นระดับต่ำ เป็นการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ที่มีทรงพุ่มเตี้ย ได้แก่ ผักเม็ก ผักติ้ว มะกรูด มะนาว กระสัง กล้วย แก้วมังกร  เป็นต้น

4)  ชั้นที่ 4 คือ  ชั้นระดับผิวดิน โดยจะปลูกพวกพืชผักสวนครัวเป็นหลัก เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ หอมเป (ชีฝรั่ง) สะระแหน่ บัวบก และพวกสมุนไพร เป็นต้น

5)  ชั้นที่ 5  คือ ระดับชั้นใต้ดิน โดยจะปลูกพวกพืชหัว เพื่อเป็นอาหาร ได้แก่  มันสำปะหลัง มันเทศ

(ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดระนอง. 2552   “ มนู มีชัย  กับเกษตรผสมผสาน 5 ชั้น ”   

           จาก  http://ranong.doae.go.th/Mr.htm)

 

ภูมิปัญญาเกษตร 5 ชั้น

ภูมิปัญญาเกษตร 7 ชั้น

กล่องข้อความ:         	นายอัษฎางค์ สีหาราช ประธานศูนย์ฝึกอบรมเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดอุตรดิตถ์ อธิบายเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ 7 ระดับ ใช้หลักเกณฑ์ของอายุพืชมาพิจารณาร่วมด้วย  ดังนี้
    1)  ระดับที่ 1 ไม้ชั้นบนหรือไม้ยืนต้น อายุ 10 ปีขึ้นไปจึงจะใช้ประโยชน์ได้ เช่น ประดู่ 
ยางนา สัก มะค่า ถือเป็นไม้ที่สร้างบำเหน็จ บำนาญ และมรดก 
    2)  ระดับที่ 2 คือไม้ชั้นกลาง อายุ 3 ปี ขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นไม้ผล รวมถึงพืชพลังงาน อาทิ มะม่วง ลำไย กระท้อน ขนุน 
    3)  ระดับที่ 3 ไม้ทรงพุ่ม อายุ 1 ปีขึ้นไป เช่น มะนาว มะละกอ มะเขือพวง กล้วย
    4)  ระดับที่ 4 พืชหน้าดิน ได้แก่ พืชผักสวนครัว 
    5)  ระดับที่ 5 พืชหัว คือพวกที่อยู่ใต้ดิน ประเภท ขิง ข่า กระชาย เผือก มัน 
    6)  ระดับที่ 6 พืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด บัว และ
    7)  ระดับที่ 7 พืชเกาะเกี่ยวจำพวกตำลึง มะระ ถั่วฝักยาว บวบ ฯลฯ 
        ประโยชน์ที่จะได้รับ  เช่น ปัจจุบัน เรามีอายุ 45 ปี ปลูกต้นยางนาซึ่งเป็นต้นไม้พลังงาน จำนวน 3,000 ต้น อีก 15 ปีข้างหน้ามีอายุ 60 ปี ต้นยางนาเหล่านี้ก็เติบโต มีความสูงไม่ต่ำ กว่า 15 เมตร นำมาแปรรูปเป็นไม้ได้ต้นละไม่ต่ำกว่า 2 ยก ถ้าราคายกละ 15,000 บาท ก็เท่ากับเกิดสินทรัพย์ถึง 90 ล้านบาท หากอยากได้บำเหน็จก็แค่ตัดต้นยางนาเหล่านี้ไปแปรรูปขาย แต่ถ้าอยากได้บำนาญ ต้นยางนาก็ยังให้น้ำยางถึงต้นละ 30 ลิตร/ปี รวม 3,000 ต้น ได้ 90,000 ลิตร/ปี นำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลขายได้ นอกจากนี้ยังเป็นมรดกให้ลูกหลานใช้เป็นหลักทรัพย์ในอนาคตได้

           ภูมิปัญญาเกษตร 9 ชั้น หรือการปลูกพืชคอนโดฯ 9 ชั้น เป็นแนวคิดของคุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล  ซึ่งได้มีการพัฒนาแนวคิดการปลูกพืชเป็นลำดับชั้นให้มีกิจกรรมทางการเกษตรมากขึ้น  ก่อให้เกิดรายได้ที่มากขึ้นตามไปด้วย  ดังนี้

         ชั้นที่ 1 คือ การขุดบ่อเลี้ยงปลา พร้อมกับปลูกพืชน้ำอย่างผักกระเฉด ผักบุ้ง บัว 

         ชั้นที่ 2 คือ การปลูกพืชจำพวกกลอย มัน  หอม และพืชตระกูลหัวทั้งหมด 
เช่น ขมิ้น กระชาย 

         ชั้นที่ 3 ปลูกพริกหน้าดิน และผักเหลียง 

         ชั้นที่ 4 ปลูกส้มจี๊ด 

         ชั้นที่ 5 ปลูกกล้วยเล็บมือนาง 

         ชั้นที่ 6 ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง

         ชั้นที่ 7 ปลูกสะตอ มังคุด ลองกอง โดยทุกต้นจะปลูกพริกไทยดำให้เลื้อยขึ้นไปบนต้นเพื่อเป็นรายได้เสริมด้วย

         ชั้นที่ 8 เป็นส่วนของธนาคารต้นไม้ ที่ปลูกไว้กิน ไว้ใช้ ไว้จำหน่ายพันธุ์ไม้ให้สมาชิก 

         ชั้นที่ 9 ปลูกไม้ยางนา 30 ต้น สูงต้นละประมาณ 40-50 เมตร 

           ในสวนนี้จะมีรายได้จากการขายทุเรียนที่เป็นรายได้หลัก  มีรายได้จากพืชต่างๆ ที่ปลูกแซมเข้าไปในสวน นั่นคือ กลอย สามารถขายได้ปีละประมาณ 1 แสนบาท  กระชายปีละประมาณ 4 ตัน ส้มจี๊ดมีรายได้วันละประมาณสองพันบาท กล้วยเล็บมือนาง จะตัดสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 1 ตัน ราคากิโลกรัมละ5 บาท และพริกไทยดำที่ฝากไว้ตามต้นมังคุด ต้นสะตอ ต้นลองกอง สามารถขายได้ปีละประมาณ 3 แสนบาท  (เทคโนโลยีชาวบ้าน. 2551)

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน (2551) “ สวนลุงนิล ชุมพร มีพืชคอนโดฯ 9 ชั้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการ    ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญา” 

           จากhttp://www.moac-info.net/modules/news/news_view.php?News_id=57906&action=edit

ภูมิปัญญาเกษตร 9 ชั้น

ขั้นตอนการเริ่มดำเนินการปลูกพืชเป็นลำดับชั้น

1  จัดการความรู้ของตัวเอง

       1.1  ศึกษาสภาพแวดล้อมของพื้นที่ว่า  สภาพอากาศ  ดิน  น้ำ  เป็นอย่างไร

       1.2  ศึกษาธรรมชาติของพืชแต่ละชนิดว่ามีระบบรากอย่างไร ทรงพุ่มเป็นอย่างไร เมื่อปลูกร่วมกันแล้วจะบังแสงกันหรือไม่ ความต้องการน้ำและธาตุอาหารเป็นอย่างไร เมื่อปลูก แล้วพืชสามารถอยู่ร่วมกันได้ ได้ผลผลิตหลายชนิด ได้กินและขายเพิ่มรายได้

2  เลือกต้นไม้ที่จะปลูกว่า ควรจะปลูกต้นอะไร   ให้ยึดหลักการใช้ประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ  โดย คำนึงถึงประโยชน์พื้นฐานที่จะได้รับ  5 อย่าง คือ 1) อาหาร  2)  พืชสมุนไพรเป็นยา  3)  ก่อให้เกิดรายได้ (เมื่อปลูกมากเกินก็ขายได้)  4)  ได้ไม้ใช้สอย  5)  เกิดระบบนิเวศที่ดี  ได้พื้นที่สีเขียว 

3  วางแผนการปลูกพืชอย่างรอบคอบ  แล้วจึงตัดสินใจในการดำเนินการ

หลักการปลูกพืชเป็นลำดับชั้นอย่างยั่งยืน   ยึดหลักสำคัญ 4 อย่าง คือ

           1  ปลูกไม้ประจำถิ่น  เพราะพืชแต่ละชนิดกำเนิดในถิ่นฐานใดก็จะเจริญเติบโตดี ในสภาพดิน ฟ้า อากาศของท้องถิ่นนั้น

           2  ปลูกพืชหลากหลายชนิด

         3  ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในสวน
           4  ไม่เผาเศษพืช วัชพืชในสวนจะปล่อยให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ย และนำไปทำปุ๋ยหมักคืนสู่ธรรมชาติให้กับดิน

การปลูกพืชโดยยึดหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ   ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ร่วนซุย ไส้เดือนดิน จุลินทรีย์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ดินนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง พืชเจริญเติบโตดี

ประโยชน์ของการทำเกษตรโดยปลูกพืชเป็นลำดับชั้น

        1. สร้างและรักษาภูมิปัญญา  เป็นการรวบรวมองค์ความรู้มาสร้างนวัตกรรมการเกษตรที่เป็นแบบฉบับของตนเอง ถือเป็นภูมิปัญญาอันสำคัญ

        2. ลดการบุกรุกแผ้วถางป่า  คือ  เมื่อเกษตรกรปลูกพืชเป็นลำดับชั้น สามารถเพิ่มพูนผลผลิตให้ได้มากขึ้น หลากหลายขึ้นเสมือนมีพื้นที่มากขึ้น จึงทำให้ไม่ต้องขยายพื้นที่เพิ่มเติม

        3. ลดการใช้สารเคมี การปลูกพืชเป็นลำดับชั้น ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี  ระบบจะเกื้อกูลให้อยู่กันได้ตามธรรมชาติ ส่งผลให้ผู้ทำเกษตร ห่างไกลจากสารเคมีได้อย่างยั่งยืน

        4. การเพิ่มพื้นที่ป่า  เป็นแหล่งรวมของพืชพรรณหลากหลายชนิด หลากหลายชั้นเรือนยอดมีสภาพนิเวศใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติ  ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าขึ้นด้วย

        5. การสะสมสายพันธุ์พืช  สามารถนำสายพันธุ์พืชจากหลายแห่งมารวบรวมไว้ จึงเป็นเสมือนแหล่งรวมสายพันธุ์พืชและเป็นการรักษาพันธุกรรมพืชไว้อีกทางหนึ่ง

        6. สร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ดี   ด้วยพืชกินได้อย่างหลากหลาย  ซึ่งเกือบทุกชนิดเป็นพืชสมุนไพรและเป็นอาหารทำให้พฤติกรรมการบริโภคถูกสร้างสมให้มีการบริโภคที่หลากหลาย

        7. รักษาสภาพนิเวศ  ทำให้พื้นที่มีสภาพใกล้เคียงป่าธรรมชาติ จึงเสมือนเป็นการรักษาสภาพระบบนิเวศให้อยู่ในภาวะสมดุล

        8. การเก็บน้ำไว้ในพื้นที่  ความหนาแน่นหลากหลายของพืชพรรณทำให้เกิดการอุ้มน้ำไว้ ได้ด้วยการคลุมดิน และระบบรากที่คล้ายกับป่าธรรมชาติที่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้

        9. การสร้างรายได้ตลอดปี   มีพืชเกษตรที่หลากหลาย ช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวไม่ตรงกัน บางชนิด สามารถให้ผลผลิตทั้งปี ช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวเกิดการกระจายให้มีทั้งปี

       10. การสร้างความยั่งยืน    อายุของพืชพรรณนี้ปลูกลงไปยืนยาวเกื้อกูลกัน ก่อเกิดความยั่งยืน ของระบบ มีรูปแบบการปรับตัวของพันธุ์พืชให้อยู่ร่วมกันได้

       11. ด้านเศรษฐกิจพอเพียง  ทำให้เกิดรายได้ตลอดปีเกิดการพึ่งพาตนเอง  มีอาหารไว้บริโภคเป็นของตนเองอย่างพอเพียง และการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ

       12.  การสร้างความผูกพันกับพื้นที่และการรักถิ่น  เนื่องจากต้องใช้เวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องดูแล เก็บเกี่ยว ก่อเกิดความใส่ใจความรักผูกพันต่อพื้นที่

สำนักงาน  :       ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดนครราชสีมา (พืชสวน)  

111   หมู่ 10  ตำบลโคกกรวด   อำเภอเมืองนครราชสีมา   จังหวัดนครราชสีมา  30280  

Phone/Fax : 0-4446-5115,  0-4446-770   http://www.aopdh06.doae.go.th   E-mail : aopdh06@doae.go.th

ที่ปรึกษา          ประพาส  บุญสุข    

บรรณาธิการ    ชื่นดวงใจ  คงบาล

กองบรรณาธิการ  :  ประสิทธิ์  อุกฤษ     สำรวย  จีนขาวขำ    วัชรี  ถิรประภัสสร   

                           นิชาภา  อาจสินสุข  ปริญญา  คงสุขประเสริฐ

 

คนที่ไร้คุณธรรม  ขาดคุณภาพ  จะมี ๔ ขี้  คือ  ๑.ขี้เกียจ  ๒.ขี้โกง  ๓.ขี้อิจฉา  ๔.ขี้ริษยา

พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ  ฐิตธมโม)