การปลูกพืชเป็นลำดับชั้นในพื้นที่เดียวกัน ใช้หลักการค้นหาองค์ความรู้จากภูมิปัญญา การทำเกษตร ของคนสมัยก่อน  ได้ซึ่งพัฒนาจากการเรียนรู้เกี่ยวกับชั้นเรือนยอดของป่าไม้ ลักษณะและธรรมชาติของต้นไม้  โดยใช้ความจริงที่ว่าพืชไม่ว่าจะเป็นต้นเล็กต้นใหญ่ ในธรรมชาติจะมีการอาศัยเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ต้นไม้เล็กจะได้ปุ๋ยจากต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ใหญ่อาศัยต้นไม้เล็กในการคลุมดินเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น เป็นการปลูกพันธุ์ไม้ให้มีสภาพใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติ  เพื่อประโยชน์ต่อความสมดุลของระบบนิเวศ  ใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด   ซึ่งจัดอยู่ในการเกษตรประเภทเกษตรผสมผสาน  โดยเน้นการปลูกพืชหลากหลายชนิดให้อยู่ร่วมกันในแปลงเดียวกัน  แต่มีความสูงต่างระดับกัน  จะทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่าง  เช่น  ทำให้ได้ประโยชน์จากพื้นที่ทุกตารางเมตร  ประหยัดแรงงานในการดูแลรักษา  ต้นทุนการผลิตไม่มากนัก  ที่สำคัญได้ผลผลิตจากพืชหลายชนิดขึ้น  ซึ่งภูมิปัญญาการปลูกพืชเป็นลำดับชั้นสามารถนำไปในใช้ได้จริง  เช่น   ภูมิปัญญาเกษตร 4 ชั้น  ภูมิปัญญาเกษตร 5 ชั้น  ภูมิปัญญาเกษตร 7 ชั้น ภูมิปัญญาเกษตร 9 ชั้น 

บอกเล่าข่าวพืชสวน

ข่าวประชาสัมพันธ์ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดนครราชสีมา (พืชสวน)

ฉบับที่ 16  ปีที่ 2  ประจำเดือน  ตุลาคม  2552

สวัสดีค่ะ  ท่านผู้อ่านทุกท่าน

      เมื่อต้นเดือนดิฉันได้เข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง ภูมิปัญญาไทยกับการจัดการทรัพยากรเกษตร  ซึ่งจัดโดยคณะนักศึกษาปริญญาโท  วิชาเอกการจัดการทรัพยากรเกษตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  มีเรื่องน่าสนใจมากมาย ในฉบับนี้ดิฉันขอนำเรื่องเกี่ยวกับภูมิปัญญาการปลูกพืชเป็นลำดับชั้นมาเล่าให้ฟังกันก่อนนะค่ะ เนื่องด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจเพราะเป็นส่วนหนึ่งการของทำเกษตรแบบพอเพียงคะ

การปลูกพืชเป็นลำดับชั้นในพื้นที่เดียวกัน

การแบ่งชั้นเรือนยอด

กล่องข้อความ: วิธีการแบ่งชั้นเรือนยอดใช้หลักเกณฑ์เกือบจะเหมือนกันแทบทุกประเทศ  ที่ใช้กันมากในประเทศสหรัฐฯ  คือ
           1) เรือนยอดชั้นบน หรือชั้นไม้เด่น (Dominant) ไม้จำพวกนี้จะมีเรือนยอดสูงกว่าระดับของพุ่มเรือนยอดของพืชอื่นทั้งหมด  เพราะฉะนั้นเรือนยอดของพืชจะได้รับแสงเต็มที่ทั้งด้านบนและด้านข้าง ไม้พวกนี้จะโตกว่าไม้ในบริเวณเดียวกันและมีเรือนยอดเจริญดี 
           2) เรือนยอดชั้นรอง หรือชั้นไม้รอง (Co-diminant) ไม้จำพวกนี้จะเป็นไม้ที่มีเรือนยอดอยู่ในระดับเดียวกับระดับของยอดไม้ทั้งป่า เพราะฉะนั้นแสงจะได้รับมากทางด้านบนของเรือนยอด ส่วนด้านข้างของเรือนยอดจะไม่ได้รับแสงหรือรับได้น้อยมาก ตัวเรือนยอดเองก็มักจะมีขนาดปานกลาง และมีเรือนยอดไม้ต้นอื่นเบียดเสียดอยู่ข้างๆ
           3) เรือนยอดชั้นกลาง  หรือชั้นไม้กลาง (Intermediate) ไม้กลางนั้นจะมีเรือนยอดอยู่ต่ำกว่าระดับเรือนยอดของไม้ทั้งบริเวณ แต่อาจจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งของเรือนยอดได้รับ แสงโดยตรงจากข้างบนบ้างเล็กน้อย แต่ข้างๆเรือนยอดนั้นไม่ได้รับแสงเลย โดยปกติแล้ว "ไม้กลาง" จะมีเรือนยอดเล็กและถูกเบียดจากข้างๆหรือรอบๆมาก
           4) เรือนยอดชั้นล่างหรือไม้ล่าง (Over-topped) ไม้ล่างเป็นไม้ที่มีเรือนยอดต่ำกว่า ระดับเรือนยอดของไม้ ทั้งบริเวณ เรือนยอดจะไม่ได้รับแสงโดยตรงเลย ไม่ว่าจะทางบนหรือรอบๆเรือนยอด 
	เมื่อเรียนรู้เกี่ยวกับชั้นเรือนยอดจากการสักเกตธรรมชาติของป่าแล้ว  ประสบการณ์การปลูกพืชของเกษตรกรและความรู้เกี่ยวกับลักษณะและธรรมชาติของพืช  เป็นอีกส่วนหนึ่งที่นำมาประยุกต์ใช้ในการปลูกพืชเป็นลำดับชั้น ตัวอย่างความรู้เรื่องการจำแนกทางพืชสวน สามารถจำแนกได้หลายวิธี  เช่น
1  การจำแนกทางสวนพืชโดยลักษณะลำต้น ได้แก่  ไม้ยืนต้น  ไม้พุ่ม  ไม้เลื้อย
2  การจำแนกโดยอาศัยลักษณะเฉพาะของพืชสวน ได้แก่ ไม้ผล  ผัก  ไม้ดอก  ไม้ประดับ
3  การจำแนกพืชโดยอาศัยการเจริญเติบโต  พืชล้มลุก พืชสองฤดู  พืชยืนต้น

    ในสังคมพืชจะมีการจัดชั้นในแนวดิ่ง  (Vertical stratification)  ซึ่งเป็นการจัดชั้นที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยของแสง  ที่มีผลทำให้เกิดความเหมาะสมต่อรูปแบบชีวิตที่แตกต่างกัน  ดังนี้  (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, www.kmitl.ac.th)

แหล่งอ้างอิง : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง “ นิเวศวิทยาและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ”   

  จาก http://www.kmitl.ac.th/agritech/nutthakorn/04090035_2202/multiweb/environ/community.html

การประยุกต์การปลูกพืชเป็นลำดับชั้นในปัจจุบัน

       การปลูกพืชเป็นลำดับชั้นในปัจจุบันมีหลากหลายแนวคิด  ซึ่งได้พัฒนาจากการเรียนรู้เกี่ยวกับชั้นเรือนยอด  ลักษณะและธรรมชาติของต้นไม้ เช่น  ระบบการหยั่งรากของพืชที่ต่างกันทำให้ไม่แย่งอาหารกัน  ความต้องการแสงของพืชแต่ละชนิดไม่เท่ากันทำให้สามารถปลูกบริเวณใกล้เคียงกันได้ เป็นต้น เน้นหลักการที่ว่าพืชไม่ว่าจะเป็นต้นเล็กต้นใหญ่ ในธรรมชาติจะมีการอาศัยเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ต้นไม้เล็กจะได้ปุ๋ยจากต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ใหญ่อาศัยต้นไม้เล็กในการคลุมดินเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น ต้นไม้ใหญ่ช่วยพรางแสงให้กับต้นไม้บางชนิดที่อยู่ในระดับต่ำกว่า เป็นต้น ซึ่งภูมิปัญญาการปลูกพืชเป็นลำดับชั้น สามารถนำไปในใช้ได้จริง มีการจัดรูปแบบการปลูกพืชเป็นลำดับชั้นและเรียกรูปแบบนั้นๆ แตกต่างกันไป  ตามแนวคิดและประสบการณ์ของตนเอง  ดังจะยกตัวอย่างต่อไปนี้          

       ภูมิปัญญาเกษตร 4 ชั้น  (เกษตร 4 ชั้น, ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง)

       ภูมิปัญญาเกษตร 5 ชั้น  (เกษตรผสมผสาน 5 ชั้น, ปลูกต้นไม้เพื่อประโยชน์ 5 ชั้น)

       ภูมิปัญญาเกษตร 7 ชั้น  (ปลูกต้นไม้ 7 ระดับ)

       ภูมิปัญญาเกษตร 9 ชั้น  (พืชคอนโด 9 ชั้น)

           พงศา ชูแนม (2548)  ให้ความหมายของเกษตร 4 ชั้น  ว่า เป็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว ให้เป็นเกษตรเชิงนิเวศ หรือเกษตรผสมผสาน ที่มีสภาพใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติ โดยใช้หลักการค้นหาองค์ความรู้จากภูมิปัญญาการทำเกษตรของคนสมัยก่อน  และเทียบเคียงจากในป่าธรรมชาติซึ่งจะมีเรือนยอดต้นไม้อยู่ 3 ระดับ ได้แก่ เรือนยอดชั้นบน ชั้นกลาง ชั้นล่าง (ผิวดิน)  และรวมชั้นใต้ดินด้วย เป็น     4 ชั้น  ซึ่งพืชที่สามารถปลูกได้ในแต่ละชั้น  มีดังนี้

       1) ไม้เรือนยอดชั้นบน  ได้แก่ ไม้ที่ปลูกใช้เนื้อไม้ทำที่อยู่อาศัย เช่น ตะเคียนทอง  สัก ยางนาสะเดา  จำปาทอง ฯลฯ และไม้ที่ลำต้นสูงและที่ผลเป็นอาหารได้  เช่น  สะตอ เหรียง  กระท้อน  มะพร้าว หมาก ฯลฯ

       2) ไม้เรือนยอดชั้นกลางส่วนใหญ่เป็นไม้เพื่อการกิน  ขาย  ใช้เป็นอาหารและสมุนไพร  เช่น  มะม่วง  ขนุน  ชมพู่  มังคุด  ไผ่   ทุเรียน  ลองกอง  ปาล์ม ฯลฯ

       3) ไม้ที่ปกคลุมผิวดิน ทั้งที่เป็นอาหาร  สมุนไพรและของใช้  เช่น กาแฟ  ผักป่าชนิดต่าง ๆ ชะพูล  มะนาว  หวาย  สบู่ดำ ฯลฯ

       4) พันธุ์พืชที่ใช้ประโยชน์จากส่วนที่อยู่ใต้ดิน (พืชหัว) เป็นพืชที่ปลูกเพื่อความพอเพียงในด้านการกิน ได้แก่  กลอย  ขิง ข่า  กระชาย  กระทือ ฯลฯ

ภูมิปัญญาเกษตร 4 ชั้น

แหล่งอ้างอิง : พงศา ชูแนม (2548)  “ นวัตกรรมฟื้นคืนผืนป่า ด้วยภูมิปัญญาเกษตร 4 ชั้น ” 

จาก http://www.treebankthai.com/phatotonnam/invention_4layers.html

        การปรับเปลี่ยนพื้นที่สวนกาแฟ จากที่มีพืชกาแฟเพียงอย่างเดียว ได้นำพันธุ์พืชที่มีชั้นเรือนยอดหลายชั้นมาปลูกผสมผสานลงไป ในสวนกาแฟ โดยไม่ต้องเพิ่มพื้นที่  ดังนี้

        1)  มีสวนกาแฟเดิมอยู่ 10 ไร่ ก็มีรายได้จากกาแฟเพียงอย่างเดียวแค่ 10 ไร่ เป็นเกษตรเชิงเดี่ยวจึงมีพื้นที่ทำกิน10 ไร่ เท่านั้น

        2)   เมื่อนำเอาพันธุ์ไม้ เช่น สะตอปลูกลงไปในสวนกาแฟ 10 ไร่เดิมนั้นให้เต็มพื้นที่ ก็จะเสมือนมีพื้นที่ 20 ไร่ โดยต้นสะตอจะมีเรือนยอดสูงอยู่ชั้นบนเป็นชั้นที่ 1 (ชั้นบน)

        3)  มีการปลูกหมากลงไปอีกในพื้นที่ 10 ไร่เดิมนั้น เสมือนมีพื้นที่ 30 ไร่  เป็นสวนกาแฟ 10 ไร่, สวนสะตอ 10 ไร่, สวนหมาก 10 ไร่ ซึ่งหมากและสะตอหรือไม้อื่น ๆ ที่ต้นใหญ่เป็นเรือนยอดชั้นบนเรียกว่า ชั้นที่ 1

        4)  ใต้ต้นสะตอสามารถปลูกลองกอง, มังคุด, ลางสาด ลงไปได้อีก เป็นเรือนยอดชั้นที่ 2 เหมือนมีพื้นที่ 40-50 ไร่ เรียกว่าพืชชั้นที่ 2 (ชั้นกลาง)

        5)  ใต้ต้นลางสาด,ลองกอง,ปลูกผักเหลียง, ผักหวาน และพืชสวนครัวอื่น ๆ เท่ากับเพิ่มพื้นที่เป็น 60-70 ไร่ และเป็นไม้เรือนยอดชั้นที่ 3 (ชั้นล่าง หรือชั้นผิวดิน)

        6)  ใต้ดินสามารถปลูกพืชที่ใช้หัวเป็นอาหาร ได้แก่ กลอย ขิง ข่า ขมิ้น เพิ่มสัดส่วนได้อีกชั้นเป็นชั้นที่ 4 (ชั้นใต้ดิน) หรือเหมือนมีพื้นที่เป็น 80 ไร่ เป็นสวนกาแฟ 10 ไร่, สะตอ 10 ไร่, หมาก 10 ไร่, ลองกอง 10 ไร่, มังคุด 10 ไร่, ผักเหลียง 10 ไร่, ขิง ข่า ขมิ้น 10 ไร่, กลอย 10 ไร่ จากเดิมแค่ 10 ไร่

ซึ่งกระบวนการปลูกในรูปแบบดังกล่าวจะได้พันธุ์ไม้ที่เกิดป่า 3 อย่าง คือ ป่าเพื่อพออยู่ ป่าเพื่อพอกินและป่าเพื่อพอใช้ และจะได้ประโยชน์เพิ่มในด้านการรักษาสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างรูปแบบการเกษตร 4 ชั้น

สำนักงาน  :       ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดนครราชสีมา (พืชสวน)  

111   หมู่ 10  ตำบลโคกกรวด   อำเภอเมืองนครราชสีมา   จังหวัดนครราชสีมา  30280  

Phone/Fax : 0-4446-5115,  0-4446-770   http://www.aopdh06.doae.go.th   E-mail : aopdh06@doae.go.th

ที่ปรึกษา          ประพาส  บุญสุข    

บรรณาธิการ    ชื่นดวงใจ  คงบาล

กองบรรณาธิการ  :  ประสิทธิ์  อุกฤษ     สำรวย  จีนขาวขำ    วัชรี  ถิรประภัสสร   

                           นิชาภา  อาจสินสุข  ปริญญา  คงสุขประเสริฐ

 

       สำหรับฉบับหน้าจะว่ากันในเรื่องของเกษตร 5 ชั้น 7 ชั้น 9 ชั้นและที่สำคัญเรื่องเกี่ยวกับขั้นตอน  หลักการและประโยชน์ของการปลูกพืชเป็นลำดับชั้น  ให้สามารถนำไปทำได้จริงค่ะ

เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูด

ให้คนอื่นเข้าใจ

ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะ

ทำความเข้าใจในสิ่งที่เราพูด