การปลูกมะม่วง
          มะม่วงเป็นไม้ผลเมืองร้อนที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินทุกชนิด อีกทั้งมีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีกว่าไม้ผลชนิดอื่น ๆ อีกหลายชนิด มีอายุยาวนาน หลังปลูกแล้วจะให้ผลผลิตหลายปี ปัจจุบันมะม่วงเป็นไม้ผลที่่ี่สามารถทำการผลิตนอกฤดูกาลได้อีกด้วย และประการสำคัญมะม่วงเป็นไม้ผลที่มีการปฏิบัติดูแลรักษาค่อนข้างง่าย จึงนิยมปลูกเป็นการค้า สวนเกษตร และพืชให้ร่มเงาตามบ้านเรือน สำหรับการผลิตเป็นการค้านั้น จะผลิตเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศในลักษณะของผลสดและผลผลิตแปรรูป สามารถนำเงินตราเข้าประเทศได้ปีละมากกว่า 100 ล้านบาท
 
พันธุ์มะม่วงทางการค้า
          1. พันธุ์ที่ใช้รับประทานผลสุก ได้แก่ อกร่อง น้ำดอกไม้ ทองดำ หนังกลางวัน พิมเสน แก้วลืมรัง แรด ตับเป็ด เป็นต้น
          2. พันธุ์ที่ใช้รับประทานผลดิบ ได้แก่ เขียวเสวย ฟ้าลั่น สายฝน พิมเสนมัน เจ้าคุณทิพย์ บางขุนศรี ศาลายา แรด หนองแซง ทะวายเดือนเก้า เป็นต้น
          3. พันธุ์ที่ใช้สำหรับการแปรรูป ได้แก่ มะม่วงแก้ว มะม่วงสามปี
 
สภาพพื้นที่ที่เหมาะสม
          มะม่วงสามารถที่จะปลูกแล้วผลิตดอกออกผลได้ดีในพื้นที่เกือบทุกจังหวัดและทุกภาคของประเทศไทย ยกเว้นจังหวัดในภาคใต้ ที่มีปริมาณฝนตกมาก และการกระจายของฝนเกือบตลอดปี เนื่องจากการปลูกในพื้นที่ที่มีฝนตกมากจะทำให้มะม่วงเจริญเติบโตทางด้านลำต้นมากแต่ไม่ออกดอกออกผลเท่าที่ควร
 
ระยะปลูก
          ระยะปลูกระหว่างต้นและแถวที่แนะนำ คือ 8x8 เมตร หรืออย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 6x6 เมตร
       
การเตรียมหลุมปลูก
          หลุมปลูกควรมีขนาดกว้างยาวและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ขุดหลุมแยกดินชั้นบนและล่างไว้ต่างหาก กองไว้นบนปากหลุมแล้วทิ้งตากแดดไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน
 
วิธีการปลูก
          หลังจากเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้นำดินบนมาผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ประมาณ 5 กิโลกรัม และร็อคฟอสเฟต 0.5 กิโลกรัม คลุกเคล้าใส่ลงไปในก้นหลุม ประมาณ 2 ใน 3 ของความลึกของหลุมปลูก นำต้นพันธุ์มะม่วงพันธุ์ดีมาวางบนดินผสม แล้วจึงกลบดินล่างส่วนที่เหลือจนเต็มหลุม แต่ต้องระวังไม่ให้ดินกลบทับรอยทาบ หรือรอยแผลติดตา เพราะจะทำให้เชื้อโรคเข้าทางรอยแผลนั้น ทำให้มะม่วงตายได้
 
ฤดูปลูก
          เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม   
 
การปฏิบัติดูแลรักษา (ในระยะแรก)
          1. การให้น้ำ ถ้าฝนไม่ตกในระยะเริ่มปลูกควรรดน้ำให้มะม่วงทุกวันจนกว่ามะม่วงจะตั้งตัวได้
          2. การใส่ปุ๋ย จะใส่ทั้งปุ๋ยคอกควบคู่กันไปกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โดยแบ่งใส่ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่ช่วงต้นฤดูฝน ครั้งที่ 2 ใส่ช่วงปลายฤดูฝน
   

แนวเขตใส่ปุ๋ย
 
          3. การกำจัดวัชพืช ควรดูแลรักษาความสะอาดและกำจัดวัชพืชพวกหญ้าไม่ให้ขึ้นในบริเวณใกล้เคียง สำหรับในฤดูแล้งควรใช้หญ้าแห้งหรือฟาง คลุมโคนต้นบริเวณรอบ ๆ ทรงพุ่มเพื่อรักษาความชื้นในดิน
          4. การตัดแต่งกิ่ง ควรตัดกิ่งกระโดงที่ขึ้นแข่งกับลำต้นและกิ่งที่ไม่ได้ระเบียบ หรือกิ่งที่มีโรคและแมลงทำลายออกให้หมด การตัดแต่งกิ่งควรทำหลังจากเก็บผลแล้ว โดยตัดให้แผลเรียบชิดกับลำต้นหรือกิ่งใหญ่ อย่าตัดไว้ตอ แล้วใช้สารป้องกันเชื้อรา ปูนขาว หรือปูนแดงที่ใช้กินกับหมากทารอยแผลที่ตัด เพื่อป้องกันแผลเน่าเนื่องจากเชื้อรา
 
การขยายพันธุ์
          มีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การทาบกิ่ง การติดตา การเสียบยอด แต่วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือ การทาบกิ่ง    
  
การทาบกิ่ง                                       การเสียบยอด
 
โรคและแมลงศัตรูมะม่วง
          1. เพลี้ยไฟ จะทำลายพืชบริเวณใบอ่อน ยอดอ่อน และช่อดอกมะม่วง ทำให้เกิดแผลจุดสีดำ ถ้าระบาดรุนแรงผลมะม่วงจะเป็นสีดำเกือบทั้งหมด  
           วิธีป้องกันและกำจัด ถ้าพบการระบาดเพียงเล็กน้อย ให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายเผาทิ้ง แต่ถ้าพบการระบาดมาก ควรใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงฉีดพ่น เช่น โมโนโครโตฟอส หรือคาร์บาริล
          2. เพลี้ยจั๊กจั่นทำลายช่อมะม่วง เพลี้ยจั๊กจั่นจะดูดน้ำเลี้ยงช่อดอกและราดำจะเข้าทำลายดอกและผลอ่อนทำให้ร่วงหล่น มะม่วงจึงไม่ติดผลเท่าที่ควร  
           วิธีป้องกันและกำจัด ฉีดพ่นสารเคมี เช่น เซฟวิน ทุก 7 วัน เมื่อมะม่วงเริ่มแตกช่อดอก ควรงดการพ่นสารเคมี เมื่อดอกมะม่วงกำลังบาน และเมื่อติดผลดีแล้ว
          3. ด้วงเจาะลำต้นมะม่วง เป็นด้วงปีกแข็ง หนวดยาว ตัวสีน้ำตาล ตัวหนอนของด้วงชนิดนี้จะเจาะชอนไชเข้าไปในลำต้น
           วิธีป้องกันและกำจัด วิธีที่ดีที่สุด คือ ทำความสะอาดบริเวณโคนต้นและลำต้น หากพบว่ามีหนอนเจาะเป็นรูเข้าไปแล้ว และสร้างขุยปิดปากรูให้รีบทำลายตัวหนอนทันที โดยใช้เหล็กหรือลวดแหลม ๆ แทงเข้าไปตามรูเพื่อฆ่าตัวหนอน
          4. แมลงวันผลไม้ แมลงวันผลไม้ตัวเมียจะวางไข่ใต้ผิวของผลมะม่วง เมื่อไข่เจริญเป็นตัวหนอนจะชอนไชกินเนื้อมะม่วงเป็นอาหาร ทำให้ผลมะม่วงเน่าเสียร่วงหล่นได้
           วิธีป้องกันและกำจัด
              1) ห่อผลมะม่วงด้วยกระดาษ หรือถุงพลาสติก
              2) ทำลายดักแด้โดยการไถพรวนดินบริเวณโคนต้นหรือใช้สารเคมีกำจัดแมลง เช่น ดีลดริน คลอเดน ฯลฯ ฉีดพ่นลงดินเพื่อฆ่าดักแด้
           
   3) เก็บผลมะม่วงที่ถูกทำลายโดยแมลงวันผลไม้ที่หล่นโคนต้นทำลายเสีย
 
          โรคที่ทำอันตรายมะม่วง ได้แก่ โรคแอนแทรกโนส สาเหตุเกิดจากเชื้อรา โดยจะมีอาการเป็นจุด ๆ สีน้ำตาลดำ ขอบแผลมีสีเข้มที่ใบ กิ่ง ช่อดอก และผล ถ้าเป็นกับใบอ่อนหรือยอดอ่อน ทำให้ใบบิดเบี้ยวและยอดแห้ง
              วิธีป้องกันและกำจัด
              1. ตัดส่วนที่ถูกทำลาย และเผาทิ้งเสีย
              2. พ่นสารเคมีป้องกันเชื้้อรา เช่น เบนเลท 50 อัตรา 10-12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในระยะที่มีอากาศชุ่มชื้นมาก เช่น ในฤดูฝน
 
การเก็บเกี่ยว
          จะเก็บเกี่ยวเมื่อมะม่วงแก่ โดยสังเกตจาก
          1. แก้มผลทั้ง 2 ข้างพองโตเต็มที่ ผลอ้วนกลม สีผิวเปลี่ยนจากสีเขียวเข้มเป็นสีซีด ผิวของผลมะม่วงมีสีขาวนวลหรือไขปกคลุมผล
          2. เก็บตัวอย่างผลมะม่วง 2-3 ผลมาทดสอบ โดยนำมะม่วงมาแช่น้ำ หากผลมะม่วงจมน้ำแสดงว่าแก่จัด แต่ถ้าลอยแสดงว่ายังอ่อนอยู่
          3. ถ้าลายจุดสีขาวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลก็สามารถจะเก็บได้และเวลาเก็บต้องอย่าให้ช้ำ มิฉะนั้นมะ่ม่วงจะเน่าและเสียได้ง่ายเมื่อมะม่วงสุก
   
 
เว็ปไซต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
          •  http://web.ku.ac.th/agri/mango1/index.html
          •  http://www.doae.go.th/library/html/detail/mango2/index.html
          •  http://www.doa.go.th/pl_data/02_LOCAL/oard4/mango_indus/main.html
 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ คุณสมเกียรติ ไสยมรรคา นักวิชาการส่งเสริมกการเกษตรชำนาญการ

 

 
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดนครราชสีมา (พืชสวน)
111 หมู่ 10 ตำบลโคกกรวด อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 30280
Tel. 0-4446-5115, 0-4446-5770 Fax. 0-4446-5115
Webmaster : นางสาวชื่นดวงใจ คงบาล  ที่ปรึกษา : นายอนุสร จันทร์แดง ผู้อำนวยการศูนย์ฯ
E-mail :
aopdh06@doae.go.th